ย้อนรอยที่ดิน รัฐสภาใหม่ ก่อนทุบโต๊ะยึดสรรพาวุธเกียกกาย
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กว่าจะได้ข้อยุติในการคัดเลือกที่ดินสำหรับใช้ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่ล่าสุด คณะทำงานฟันธงเปรี้ยง เลือกที่ดินกรมสรรพาวุธทหารบกย่านเกียกกาย และได้รับไฟเขียวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา เล่นเอาหลายฝ่ายโดยเฉพาะคณะทำงานคัดเลือกพื้นที่คงลุ้นแล้วลุ้นอีก เพราะกลัวจะซ้ำรอยประวัติศาสตร์หลายครั้งที่ผ่านมา
เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่การเลือกพื้นที่สร้างรัฐสภาแห่งใหม่หลายต่อหลายครั้ง มักจะมีอันเป็นไปในตอนสุดท้ายและก็ถูกยกเลิกเก็บเข้าลิ้นชักครั้งแล้วครั้งเล่า จนถูกมองว่าเมื่อใดที่มีการหยิกยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาก็มักจะมีอาถรรพ์ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเมืองเกือบทุกครั้ง
ที่น่าสังเกตคือแต่ละครั้งแปลงที่ดินที่ถูกจัดให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะได้รับการคัดเลือกก็มักจะตกกระป๋อง ตั้งคณะทำงานขึ้นมาใหม่ครั้งหนึ่งก็จะโฟกัสไปที่ที่ดินแปลงหนึ่ง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงและคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ที่ดินแปลงอื่นก็จะถูกเลือกมาแทนที่ จนดูราวกับว่าที่ดินที่เหมาะสมสำหรับใช้ก่อสร้างรัฐสภามีหลายต่อหลายแห่ง
1.ที่ดินกรมทหารเขตดุสิต ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางหลายพันไร่ ทางราชการก็เคยศึกษาให้ก่อสร้างรัฐสภาแถวนี้ อันที่จริงพื้นที่เขตทหารควรย้ายออกไปนอกเมือง เช่นประเทศอื่น แล้วจัดหาที่ตั้งใหม่และ ที่อยู่ใหม่ให้สมเกียรติ นำที่ดินใจกลางเมืองเหล่านี้มาพัฒนาให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติยิ่งขึ้น
2.พื้นที่กรมทหารจากช่อง 5 ฝั่ง พหลโยธินถึงสโมสรกองทัพบกฝั่งวิภาวดีฯ พื้นที่เกือบ 1,000 ไร่ ถ้าเอารถไฟฟ้าเลี้ยวเข้ามาเป็นแบบรางเบาเช่นในสิงคโปร์ และเอาทางด่วนเลี้ยวเข้ามาจะสมบูรณ์แบบมาก สามารถกลายเป็นศูนย์ราชการหรือ ศูนย์ธุรกิจแห่งใหม่ได้
3.พื้นที่กรมทหาร ถ.โยธี พญาไท เป็นที่ดินขนาดใหญ่ใจกลางเมือง มีทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าผ่านเช่นกัน
4. และ 5.สนามม้าทั้งสองแห่งในกรุงเทพมหานคร ข้อนี้อาจได้รับการสนับสนุนจาก "ผู้มีศีลธรรม" ทั้งหลายมากเป็นพิเศษ เพราะเรามัก ไม่อยากเห็นตำตากับการพนันที่มีอยู่จริงในสายเลือด ดังนั้นจึงควรจะจัดหาพื้นที่ทำสนามม้าเสียใหม่นอกเมือง แล้วยกที่ดิน บางส่วนมาสร้างรัฐสภาอันเป็นสถาบันสำคัญของประเทศ
6.โรงซ่อมรถไฟบึงมักกะสันของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าผ่านเช่นกัน เวลาท่านผู้ทรงเกียรติมาประชุม ก็อาจมาโดยรถไฟฟ้าได้ จะได้ไม่ทำให้การจราจรติดขัดอีกต่างหาก
7.โรงงานยาสูบ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นส่วนขยายของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อีกส่วนหนึ่งก็ควรนำมาทำเป็นรัฐสภา น่าจะ ประสานกันได้ด้วยดี เพราะมีสาธารณูปโภคครบครัน
8-9-10-11 เป็นพื้นที่ริมแม่น้ำ ได้แก่ ที่ดินคลังน้ำมันคาลเท็กซ์ ถ.พระราม 3 ที่ดินการรถไฟฯ ถ.เชื้อเพลิง ท่าเรือคลองเตยที่อาจจะย้ายไปแหลมฉบัง หรือที่ตั้งขององค์การแบตเตอรี่ผนวกกับองค์การแก้วเดิม และ
12.บ้านพักทูต ถนนวิทยุ ซึ่งทางราชการให้เช่ากับทูต ต่างประเทศมานานแล้วในราคาถูก พื้นที่เช่นนี้ควรนำมาใช้ประโยชน์เพื่อประเทศชาติโดยรวมได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกันจากการรวบรวมของ "ประชาชาติธุรกิจ" พบว่านอกเหนือจากที่ดิน 12 แปลงข้างต้นแล้ว มีที่ดินที่เคยอยู่ในข่ายถูกคัดเลือกสำหรับใช้เป็นพื้นที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่อีก หลายแปลง อาทิ
ที่ดินส่วนหนึ่งในจำนวนทั้งหมด 4,000 ไร่เศษ ภายในโครงการสุวรรณภูมิเซ็นเตอร์ ย่านบางนา-ตราด ก.ม. 32.5 ที่บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) เสนอจะยกให้ฟรี ที่ดินในทำเลใกล้เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก, ที่ดินโรงเรียนวัดชลประทานวิทยา อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่ถูกชาวบ้านในพื้นที่คัดค้านมาตั้งแต่ต้น และที่ดินซึ่งเป็น ที่ตั้งโรงงานไทเมล่อนเป็นที่ติดจำนองอยู่กับสถาบันการเงิน เป็นต้น
ต้องจับตาดูต่อไปว่าหลัง ครม.ไฟเขียว แผนก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จะเดินหน้าสานฝันให้เป็นจริง หรือถูกพับเก็บเข้าลิ้นชักเหมือนที่ผ่านมา
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ |